ค่าเช่า
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๒๒. เรื่อง “รายงานผล”
กราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเคารพ ตามที่หนูได้กราบเรียนหลวงพ่อเกี่ยวกับการภาวนาและถามปัญหาไปด้วย ซึ่งหลวงพ่อก็เมตตาได้ตอบให้แล้วนั้น และหนูจึงได้นำมาปฏิบัติโดยเน้นการเดินและภาวนาพุทโธรัวๆ ไม่ให้ความคิดอื่นเข้ามาแทรก ใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง จิตจึงเริ่มสงบ จึงมานั่งภาวนาพุทโธรัวๆ จนรู้สึกเหนื่อย หนูจึงเปลี่ยนมาภาวนาพุทโธโดยเน้นการจับลมหายใจเข้าออกช้าๆ จนจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นละเอียดดีแล้ว หนูก็ไม่อยากทำสมาธิต่อ จึงรำพึงว่า เขาพิจารณาอสุภะกันอย่างไร
แป๊บเดียว จิตหนูเกิดเป็นภาพขึ้นมาว่า หนูกินอาหารเคี้ยวกลืนลงลำคอไป อาหารผ่านลำคอ ผ่านลำไส้ลงกระเพาะและขับถ่าย และมันก็เกิดความรู้เห็นในแต่ละส่วนที่ผ่านล้วนแล้วกลายเป็นของเน่าเสีย และทุกสิ่งอย่างในร่างกายเกิดภาพตั้งแต่ผมถึงเท้าล้วนแต่เป็นของเสีย จากนั้นภาพทั้งหมดก็หายไป
หนูก็เลยถามอีกว่า แล้วเขาพิจารณากามราคะกันอย่างไร
สักพักก็เกิดภาพชายหญิงขึ้นมาคู่กัน และมันก็ไล่เทียบเคียงให้ดูตั้งแต่เส้นผมลงมาถึงปลายเท้า แล้วก็วกขึ้นไปที่เพศชายและหญิง มันจับแยกออกมาเป็นชิ้นเนื้อ และขณะที่ภาพมันเกิดขึ้น หนูก็จะเกิดความรู้สึกเห็นในแต่ละส่วนที่ผ่านล้วนไม่มีอะไรแตกต่างกัน
หนูนั่งดูภาพเหล่านั้นจนรู้สึกเหนื่อย จึงคิดจะหลบเข้าไปบริกรรมพุทโธ แต่จิตหนูมันไปจับเวทนา หนูจึงเลิก แล้วหนูมาดูเวลา ปรากฏว่าหนูสามารถนั่งภาวนาได้เกิน ๑ ชั่วโมง หนูดีใจมาก
หนูขอโอกาสกราบเรียนถาม
๑. อาการที่มันเกิดขึ้นนี้ ถ้าเทียบเคียงกับที่หนูฟังเทศน์ที่หลวงพ่อตอบคำถามและมีประโยคหนึ่งที่หลวงพ่อพูดว่า “เราสามารถพิจารณากายโดยไม่ต้องเห็นกายก็ได้” แบบนี้ถือว่าใช่ไหมคะ
๒. การพิจารณาแบบนี้เขาเรียกว่าอะไรคะ
กราบขอบพระคุณมาก
ตอบ : เวลาคำถามเนาะ คำถามส่วนคำถามนะ แต่คนถามนี้มีลาภ ได้ลาภ ได้โชค
คือเวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราพยายามทำของเรา ทำอะไรสมบุกสมบันขนาดไหนมันก็ไม่ได้ มันไม่ได้ เวลามันไม่ได้ มันไม่ได้หรอก
เวลาเราสมบุกสมบันขนาดไหนนะ เราเพียรพยายามเต็มที่เลย มันไม่ได้ แต่เวลามีโชคมีลาภ ปฏิบัติแล้วมันจะได้ เห็นไหม
เวลาหนูนั่งสมาธิภาวนามา พุทโธเข้า พุทโธออกมา ๓–๔ ชั่วโมง เวลา ๓–๔ ชั่วโมงแล้ว นึกขึ้นมาเลยว่า ถ้าเขาพิจารณาอสุภะ เขาพิจารณาอย่างไร มันเกิดขึ้นให้เห็นเลย เห็นไหม นี่โชคลาภ อันนี้มันเป็นโชคเป็นลาภที่มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้น
โชคลาภที่เขาได้ เขาต้องถูกหวยถูกเบอร์ เขาถึงมีโชคมีลาภ แต่ของเรามันไม่ใช่ ของเราภาวนา เราภาวนาถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเวลาเราอยากได้ มันมีกิเลสไง มีตัณหา กิเลสคือตัณหาความทะยานอยาก อยากได้ ไม่อยากให้มันมี หรือว่าคงที่อยู่ นี่ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
มันมีตัณหาความทะยานอยากเป็นตัวเชื่อม เป็นตัวเชื่อมไม่ให้มันบิดมันพลิ้ว มันไม่ได้ผลดังใจปรารถนา
แต่เวลาโยมภาวนามา ๓–๔ ชั่วโมงไง เอ๊ะ! เขาภาวนาอสุภะกันอย่างไร
เวลาเกิด เห็นไหม คำว่า “เกิดเอง” มันไม่ใช่ คำว่า “เกิด” มันเกิดจากทำความสงบมาพอสมควร แล้วเวลามันได้ นี่โชคลาภ เราใช้คำว่า “โชคลาภ” เวลาโชคมันเกิด นี่ธรรมเกิด
เวลาเกิดขึ้นมา สิ่งที่โยมอธิบายมาทั้งหมด นั่นน่ะเวลาที่จิตเขาสงบแล้ว ที่เขาพิจารณาอสุภะหรือเขาพิจารณากาย เขาพิจารณาอย่างที่โยมเขียนมานี่ เวลามันเป็น มันเป็นอย่างนี้ เวลามันเป็นไง มันเป็นโดยธรรม ไม่ได้เป็นโดยกิเลส
ถ้าเป็นโดยกิเลส มันอยากได้อยากดี อยากเป็น ไม่เป็นหรอก แล้วถ้าเป็นนะ มันก็ครึ่งๆ กลางๆ มันเป็นแล้วมันติดๆ ขัดๆ มันไม่ราบรื่นไง
แต่นี่นะ มันเหมือนหนังเลย มันฉายให้ดูเป็นซีรีส์เลย แต่บังคับมันไม่ได้ เร็วมาก เพราะความเร็วของจิต
เวลามันเป็น มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างที่เขียนมานี่แหละ แต่มันเป็น ถ้ามันเป็น เราบอกว่านี่ธรรมเกิดๆ เวลามันเกิด มันเกิดอย่างนี้
แล้วเวลาคนที่ฝึกหัดภาวนา เวลาถ้าเป็นวิปัสสนาๆ เขาจะเห็นสภาวะแบบนี้ แล้วสภาวะแบบนี้เขาควบคุมได้ด้วย ควบคุมได้ เวลาจะให้พิจารณาก็ได้ ให้ปล่อยวางกลับมาทำสมถะก็ได้
เวลาคนภาวนาเป็นนะ คำว่า “ภาวนาเป็น” ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา พอจะพิจารณาอสุภะ มันจะเป็นที่โยมว่านี่ มันไปเลย แล้วบังคับไม่ได้ บังคับให้มันเป็นดังความปรารถนานะ แต่มันจะเป็นปัจจุบัน มันจะเป็นกำลังของสมาธิ มันจะเป็นกำลังของสติปัญญาของคน แล้วก็เป็นที่วาสนาของคนไง
ฉะนั้น เวลาบอกว่า เวลาหนูพิจารณาอสุภะอย่างไร มันพิจารณาจนเห็นว่าเป็นอาหาร เป็นร่างกายไง พิจารณาอสุภะ
นี่เวลามันเกิด เราถึงใช้คำว่า “โชคลาภ” ทั้งๆ ที่เวลาภาวนาอยู่ๆ มันเป็นปัจจัตตัง มันเป็นสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ไม่ใช่โชค ไม่ใช่ลาภอะไรทั้งสิ้น พระพุทธศาสนาไม่ให้เชื่อ หลวงตาไม่ให้หวยด้วย ไม่ให้เทศน์ ให้ฝึกหัดของเราเอง
ไอ้นี่ก็ฝึกหัดของเราเอง แต่เราได้ แต่เราได้ เราควบคุมไม่ได้ไง ถ้าภาษาเราพูดนะ คือเรายังภาวนาไม่เป็น คือเราทำสมถะ เราชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออก ถ้าชำนาญในสมถะไง การเข้าและการออก ฝึกหัดสะสมจนมันมีกำลังของมันแล้ว น้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ แล้ว กำลังพอ กำลังไม่พอ
ถ้ากำลังพอมันก็จับสติปัฏฐาน ๔ ได้ ก็พิจารณาของมันไป แยกของมันไป นั่นคือปัญญา ถ้าปัญญาไม่พอ มันเสื่อม มันเสื่อม สิ่งที่พิจารณาก็พิจารณาไปไม่ได้ ต้องกลับมาพุทโธ กลับมาสมถะ ระหว่างสมถะกับวิปัสสนาจะเดินไปคู่กันด้วยการฝึกหัด โดยที่มีครูบาอาจารย์คอยแนะนำ คอยคุ้มครอง
แนะนำคุ้มครองนี้หนึ่ง
จริตนิสัยนี้หนึ่ง
อำนาจวาสนาอีกหนึ่ง
การจะภาวนามันมีส่วนประกอบเยอะเลย ส่วนประกอบจากวาสนาของคน คนที่เชื่อไม่เชื่อ คนที่วาสนามีมาก คือว่าคนมีทุนแบบว่ามีทุนหนา บางคนมีทุนน้อย มันแตกต่างกัน เวลาเกิดมันแตกต่างกันหมดน่ะ
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเวลาเป็น มันเป็นอย่างนั้นน่ะ
แล้วเวลาเขาพิจารณากามราคะอย่างไร
ยังดีนะ ขึ้นมาเป็นเพศหญิง เพศชายเลย แล้วให้เห็นเลย
เวลาถ้าภาวนาไป นี่ยังภาวนาไม่เป็นนะ ถ้าเวลาภาวนาเป็นแล้วมันก็จะไปเกิดสถานการณ์แบบนี้ แต่มันเป็นปัจจุบันตอนนั้น อันนี้เป็นปัจจุบันตอนนี้ แล้วตอนนี้เป็นอดีตไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว เรียกหา โหยหา อยากได้ ไม่ได้หรอก
เป็นการยืนยันว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สัจธรรมมันมีอยู่จริง สัจธรรมมันมีอยู่จริง แล้วเราทำของเราให้เป็นความจริงของเราขึ้นมา มันก็จะเป็นความจริงของเราขึ้นมา นี่ก็เป็นการฝึกหัด
นี่พูดถึงว่าอารัมภบท เวลาคำถามว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ ไง
หนูเป็นอย่างนี้เป็นการยืนยัน เวลาธรรมเกิด เกิดอย่างนี้ วิปัสสนาก็เป็นอย่างนี้ แต่วิปัสสนาเขามีสติมีปัญญา คำว่า “มีสติปัญญา” มันรำพึงได้ พิจารณากาย พิจารณากายจนมันแหลกเหลวไปหมดเลย มันเหลือแต่โครงกระดูก แล้วโครงกระดูกคืออะไร นี่มันพิจารณา
ถ้าเป็นของหลวงตาพระมหาบัว โครงกระดูกคืออะไร มันเกิดดินทับหมดเลย แปรสภาพกลับเป็นดินไปหมด บางคน โครงกระดูกมันคืออะไร มันจะเกิดไฟเผาขึ้นมาเลย ไฟมันจะเผาเป็นผุยผงไปเลย เวลาแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนหรอก วาสนาคนไม่เหมือนกัน พันธุกรรมของจิตๆ ไม่เหมือนกันแต่ละบุคคล
แล้วบุคคลคนเดียวกัน การกระทำต่างวาระกันก็ไม่เหมือนกัน อารมณ์ของคน ใจของคนแตกต่างกัน วุฒิภาวะมันสูงขึ้นเรื่อยๆ มันมีสติปัญญามากขึ้นเรื่อยๆ มันจะละเอียดขึ้นและรอบคอบขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงที่สุดเวลามันขาด ผลที่สุดคือสมุจเฉทปหาน คือขาด จบสิ้นกระบวนการแต่ละคู่ๆ ขึ้นไปเป็นบุคคล ๔ คู่
นี่พูดถึงอารัมภบทนะ
คำถาม
๑. อาการที่เกิดขึ้นนี้เทียบเคียงกับสิ่งที่หนูฟังหลวงพ่อเทศน์ตอบคำถามที่มีประโยคหนึ่งว่า “การพิจารณากายโดยไม่ต้องเห็นกายก็ได้” แบบนี้ถือว่าใช่ไหมคะ
ไอ้แบบนี้ ถ้าพูดภาษาเราว่าเป็นโชคเป็นลาภ แต่ถ้าเป็นการวิปัสสนา ไม่ใช่ ไม่ใช่ตรงไหน ไม่ใช่เพราะเราไม่ใช่เป็นคนพิจารณาไง
ถ้าวิปัสสนา เราเป็นคนพิจารณา ถ้าเราเป็นคนพิจารณา เรารู้เราเห็นโดยสติ โดยปัญญา มันสะสมไง ทำซ้ำ ทำซ้ำ ทำซ้ำ ฝึกหัดจนวุฒิภาวะของใจมันสูงขึ้นๆ คือความรู้มันมากขึ้น ประสบการณ์ดีขึ้น ความชำนาญมากขึ้นๆๆๆ ตทังคปหานบ่อยครั้งๆ จนถึงสมุจเฉทปหาน
แต่นี่คำว่า “ไม่ใช่” ไม่ใช่คืออะไร ไม่ใช่คือว่า เราควบคุมอะไรไม่ได้เลย เราไม่ใช่เป็นผู้ควบคุมใช่ไหม
พอหนูพิจารณาว่า พิจารณากายเป็นอย่างไร มันไปเลย มันไปเลย เห็นไหม มันขาดการควบคุมไง มันขาดผู้บริหารจัดการ เราไม่ได้บริหาร เพราะมันเป็นธรรมเกิด มันเกิดขึ้นพับๆๆ โยมทำอะไรบ้าง โยมควบคุมอะไรบ้าง ไม่ได้เลย
แต่มันเป็นไปนะ แต่เริ่มต้น ใช่ เริ่มต้นเพราะโยมรำพึงขึ้นมาไง เขาพิจารณาอสุภะอย่างใด
แต่ถ้าคนเขาพิจารณาเป็นนะ เขาจะน้อมไปที่กายที่ส่วนใดส่วนหนึ่งที่มันเกิดขึ้น นั่นเขาควบคุม
ไอ้นี่ “เขาพิจารณาอสุภะอย่างใด” แสดงว่าเราไม่รู้ เราไม่ได้ควบคุม แล้วมันเกิดขึ้นแบบโชคลาภ คือธรรมเกิด นี่วาสนานะ
เวลาที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ เวลาท่านพิจารณาเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างที่โยมเป็นนี่ แต่เขาควบคุมได้ เขามีสติสัมปชัญญะรำพึงให้เป็นอย่างนั้นๆ เป็นไตรลักษณ์ เห็นไหม เวลาผู้พิจารณา พิจารณากายจนร่างกายนี้ย่อยสลายไปหมดแล้วมันเหลืออะไร ถ้าเหลืออะไรต่อนะ เหลืออะไร พอเหลืออะไร เราก็บริหารจัดการต่อไป ถ้าเหลือเป็นโครงกระดูก โครงกระดูกทำอย่างไร เป็นอย่างไร นี่ที่ว่าพิจารณากายโดยเห็นกายก็ได้ ไม่เห็นกายก็ได้
แต่ของโยมนี้ธรรมเกิด แต่เหตุการณ์มันเกิด จะบอกว่าเกิด เพราะมันเกิดจากโชคลาภ ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย มันมาเองเลย แล้วบริหารอะไรไม่ได้เลย แต่เป็นการยืนยันว่า สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน หรือว่าสัจธรรมมันมีอยู่จริงไง แล้วโยมทำได้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ยืนยันโดยหัวใจของเรา
ใครทำสมาธิได้ จะมั่นคงในพระพุทธศาสนา ใครฝึกหัดใช้ปัญญาได้ เวลาฝึกหัดใช้ปัญญา ถ้าใช้ปัญญาก็เป็นแบบนี้ เป็นแบบที่เป็นนี่ แล้วโยมจะเป็นอย่างนี้อีกไหม จะทำได้หรือเปล่า แต่ก็ฝึกหัดแล้วพยายามทำไป
การพิจารณาโดยเห็นกายก็ได้ เห็นกายคือเจโตวิมุตติ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่คำดี หลวงปู่เจี๊ยะ นี่เจโตวิมุตติ คือจิตสงบแล้วเห็นภาพกาย หลวงปู่เจี๊ยะไง อยู่ในข้อกระดูก ๓–๔ ชั่วโมงเป็นสมถะ แล้วพอจิตสงบแล้ว ถ้ามันอยู่ในข้อกระดูกอีก มันขยายส่วนได้ กระดูกนี้มันขยายได้แยกได้ นี่วิปัสสนา นี่เห็นกาย เจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ หลวงปู่ดูลย์ หลวงตาพระมหาบัว ท่านก็เห็นกาย ถ้าไม่เห็นกายก็ได้ หลวงปู่ดูลย์บอกไม่ต้องเห็นกาย ใช้สติปัญญาเทียบเคียงต่างๆ ได้ อันนี้มันก็พิจารณากายเหมือนกัน แต่พิจารณากายโดยเห็นกายก็ได้ ไม่เห็นกายก็ได้
ไม่เห็นกายก็ได้ แต่มีปัญญานะ ไม่เห็นกายก็ได้ มีจิตนะ มีจิตที่สงบ มีจิตที่ว่าคิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด จิตมันหยุดคิด จิตเห็นอาการของจิต จิตคือมันรำพึงถึงกาย มันสัมพันธ์กับกาย ถ้ามันสัมพันธ์กับกาย มันก็สัมพันธ์กับสังโยชน์ไง คือมันต้องสัมพันธ์กับกิเลส เพราะกิเลสมันมีอยู่แล้ว
ทีนี้พอสัมพันธ์ กิเลสในสติปัฏฐาน ๔ ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม กิเลสก็อาศัยสติปัฏฐาน ๔ เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์เหมือนกัน
เราเป็นเจ้าของ เราเป็นเจ้าของสติปัฏฐาน ๔ คือร่างกายกับใจเราโดยข้อเท็จจริงเลย แต่เป็นสมมุติ เป็นสมมุติเพราะเป็นสมมุติโลก สมมุติบัญญัติ มันไม่เป็นความจริงกับเรา พอเวลาเป็นจริงกับเรา ทำความสงบของใจเข้ามา ใจเราสงบแล้ว แล้วเราเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง มันเกี่ยวพันกันกายกับใจ เพราะการผูกมัดของสังโยชน์ การผูกมัดของสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันผูกมัด ผูกมัดโดยกิเลสไง
เวลาวิปัสสนา วิปัสสนาคือแยกแยะไง แยกแยะให้เห็นแตกต่างกับความยึดมั่นถือมั่นไง เพราะ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ไตรลักษณะไง วิภาคะไง การกระจายออกไง นี้คือการวิปัสสนา
จะบอกว่า มันไม่เหมือนกันอย่างไร ไม่เหมือนกันอย่างไร
มันไม่เหมือนกันก็มันจับต้องกิเลสไม่ได้ไง แล้วเป็นสมมุติไง สมมุติเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์ทุกคนจับต้องได้หมดเลย รู้เข้าใจหมดเลย ไม่มีสังโยชน์ ไม่มีกิเลส จับต้องกิเลสไม่ได้
วิปัสสนามันจับได้ จับได้ไง
นี่บอกว่า อาการที่เกิดขึ้นนี้เทียบเคียงกับที่หนูฟังหลวงพ่อเทศน์ว่า “เราสามารถพิจารณากายโดยไม่ต้องเห็นกายก็ได้” แบบนี้ใช่ไหมคะ
ถ้าจะบอกว่าเป็นการพิจารณากายใช่ไหม ใช่ แต่นี้เป็นการพิจารณากายโดยที่ว่าเวลาที่ว่ามันขาดตกบกพร่อง ก็เหมือนกับขาดตกบกพร่องที่ว่าเราไม่ได้บริหารจัดการ เราไม่เป็นคนที่ควบคุม แต่ถ้าเป็นการวิปัสสนา อาการที่จะเป็นจริงมันก็เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างที่โยมเป็นนี่ แต่นี่มันส้มหล่นไง ธรรมเกิดไง แต่ก็ฝึกหัด
เพราะธรรมเกิดเป็นแนวทาง นี่เป็นแนวทาง เป็นสารตั้งต้น แล้วเราก็ฝึกหัดของเรา ทำอย่างนี้ แล้วถ้าได้อย่างนี้เทียบเคียง
พอโยมพิจารณาอย่างนี้ เห็นว่าเขาพิจารณาอสุภะอย่างไร เขาพิจารณากามราคะอย่างไร
เวลาเกิดการเห็นอย่างนี้ แล้วผลของมันคือหัวใจเป็นอย่างไร ความเข้าใจ ความอิ่มเอม ความสุขในใจ เห็นไหม เพราะมันได้สัมผัสธรรมไง
หลวงตาท่านบอกว่า ในสามโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรสัมผัสธรรมได้เลย เว้นแต่หัวใจของคน หัวใจของคน หัวใจของเรานี่
ทีนี้หัวใจของเรามันจะเกิดโดยโชคลาภ แต่มันก็ได้สัมผัส แล้วพอมันสัมผัสจบแล้ว หัวใจเป็นอย่างไร ความคิดเกี่ยวกับร่างกาย ความคิดเกี่ยวกับโลก ทัศนคติเปลี่ยนแปลงไหม ถ้ามันเปลี่ยนแปลง ถ้าวิปัสสนาไปมันจะเกิดความเปลี่ยนแปลง มันจะเกิดการพัฒนาของมัน หัวใจมันสูงขึ้นเรื่อยๆ ไง
นี่พูดถึงว่า การพิจารณากายโดยเห็นกายและไม่เห็นกาย
เห็นกายก็ได้ ไม่เห็นกายก็ได้ ถูกต้องหมด
แต่เวลาที่โยมเป็น บอกว่ามันเป็นหรือไม่เป็น
มันเป็นที่ว่าเราไม่ได้เป็นคนควบคุม เราไม่ได้เป็นคนบริหารจัดการ เราพูดถึงตรงนี้นิดเดียว แต่ผลของมัน การกระทำเป็นอันนี้ คนที่พิจารณามันเป็นอย่างนี้ แล้วเป็นข้อเท็จจริง แล้วเป็นความจริงด้วยนะ ไม่ใช่จำมา จำมาคือสัญญา จินตนาการ สร้างภาพ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นี่ข้อ ๑.
๒. การพิจารณาแบบนี้ เขาเรียกว่าอะไรคะ
ถ้าการพิจารณาแบบนี้เรียกว่าอะไรคะ เราก็เรียกว่าธรรมเกิด สัจธรรม เพราะเวลาครูบาอาจารย์ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เวลาพิจารณาไปแล้วเขาเป็นอย่างนี้ แต่เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นเพราะใจดวงนั้น ใจดวงนั้นมีกิเลส ใจดวงนั้นเป็นปุถุชน ใจดวงนั้นจะเป็นกัลยาณชน ใจดวงนั้นเป็นโสดาปัตติมรรค ใจดวงนั้นเป็นโสดาปัตติผล ใจดวงนั้นเป็นสกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล เป็นที่ใจดวงนั้น เป็นที่ปัจจุบัน เป็นที่จิตวิปัสสนา จิตดวงนั้นรู้เห็นตามข้อเท็จจริง วิปัสสนาคือรู้แจ้งในจิตของตน เป็นอย่างนั้น
นี่พูดถึงว่า แบบนี้เขาเรียกว่าอะไรคะ
เรียกว่าที่เราอารัมภบทมาตั้งแต่ต้นนั่นน่ะ มันเป็นธรรมเกิด มันเป็นโชคลาภนะ ถ้าอย่างนี้ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศล เป็นการยืนยันว่าสัจธรรมมีจริง สัจธรรมมีจริง แล้วมีจริงในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๓๒. เรื่อง “กราบเรียนถามปัญหาหลวงพ่อค่ะ”
หลังจากที่หลวงพ่อแนะนำวิธีแก้นิมิตให้หนูได้ด้วยการใช้พุทโธและปัญญาอบรมสมาธิ รวมถึงไม่ส่งจิตออกนอก ตอนนี้อาการติดนิมิตของหนูหายหมดแล้วค่ะ ไม่โผล่ขึ้นมาอีก
ตอนนี้หนูเริ่มฟื้นฟูจิตเสื่อมด้วยการเริ่มสวดมนต์ มีสมาธิมากขึ้น รู้สึกว่าจิตโล่งสบายขึ้น ฟังธรรมะมีสติแยกแยะมากขึ้นค่ะ แต่หนูดันเกิดอาการใหม่ค่ะ คืออยู่ดีๆ ก็เกิดอึดอัดมาก ทรมานมาก เหมือนอยู่ในหลุมดำ ไม่มีเหตุผล อาการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นนานหลายชั่วโมง ระหว่างสภาวะนั้นจะขาดทั้งสติ ทั้งสมาธิ นึกธรรมะอะไรไม่ออก ที่เคยเริ่มฟังธรรมได้ก็ไม่ได้ ที่เคยเริ่มสวดมนต์ได้ก็ตั้งสติไว้ไม่ไหว ในช่วงเวลาที่หนูรู้สึกว่ายากลำบากมากๆ เลยค่ะในชีวิตภาวนาของหนู
ขอถามว่า
๑. อาการใหม่นี้เกิดจากอะไรคะ เป็นกิเลสหรือเป็นกรรมที่หนูเคยทำไว้ พอจิตมีสภาวะนี้ เหมือนร่างกายจะตึงแน่นไปหมด แต่ถ้าจิตผ่อนคลาย อาการทางใจจะไม่มี
๒. ขอหลวงพ่อช่วยแนะนำหนูด้วยค่ะ จะแก้อย่างไรดีคะ หนูพยายามพุทโธสู้ ฟังธรรมสู้ พยายามเรียกสติกลับมา แต่มันก็ไม่มา เหมือนโดนหลุมดำดูดเลยค่ะ
กราบขอบพระคุณ
ตอบ : เห็นไหม กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน คนที่ประพฤติปฏิบัติจะมีอุปสรรค อุปสรรคแต่ละคนไม่เหมือนกัน เวลาอุปสรรคแต่ละคนไม่เหมือนกัน มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนที่พยายาม
มนุษย์จะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร
ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ แม้แต่เวลาบวชเป็นพระๆ เพศของพระเป็นเพศของนักรบ การรักษาเพศของพระไว้มันก็ยังมีความทุกข์ยากพอสมควร ทุกข์ยากเพราะจิตมันดิ้นจิตมันรน แต่ถ้าเรารักษาจิตของเราได้ เพศของพระเรารักษาไว้ได้ นี่สถานะของการเป็นนักปฏิบัติไง
เราอยากจะปฏิบัติๆ เพราะอยากปฏิบัติ การปฏิบัติมันก็เท่ากับเช็ก เช็กหัวใจของเราเลยว่าเรามีบุญมีวาสนามากน้อยแค่ไหน ถ้ามีบุญมีวาสนามาก ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ผู้ที่ปฏิบัติยากรู้ยาก แต่ถ้ายังปฏิบัติได้มันก็คือวาสนา เพราะไม่มีบุญกุศลใดมากไปกว่าการนั่งสมาธิภาวนา เพราะว่ามันเป็นจุดสุดยอดของพระพุทธศาสนาไง
ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติแล้วเรามีสัจธรรมขึ้นมาในหัวใจ แล้วเราชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปนะ เราจะเข้าถึงสัจธรรมอันนั้นได้
แต่กิเลสตัณหาความทะยานอยากของคนแต่ละบุคคลที่เป็นอุปสรรค ที่มันกีดมันขวาง มันกรรมของสัตว์ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เพราะเราทำมาทั้งนั้น ถ้าเราทำมา เห็นไหม
เริ่มต้นมันเป็นการยืนยันว่า ที่ว่ามันมีนิมิต มีต่างๆ ฟังเทศน์หลวงพ่อตอบปัญหามาจนนิมิตต่างๆ หายหมดแล้ว ตอนนี้มันมีความกดดันเฉยๆ มันมีการตึง การปวด
เหมือนกัน อาการแตกต่างกัน แต่กิเลสตัวเดียวกัน
ถ้าอาการมันต่างกัน เราก็ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติบูชาของเรา ถ้าสิ่งใดที่มันทำได้ เราก็ทำ สิ่งใดที่ทำไม่ได้ เราก็มีอุบายไง อุบายวิธีการเปลี่ยนแปลงไง อุบายออก
ถ้ามันภาวนาไม่ได้เลย มันทำสิ่งใดไม่ได้เลยนะ เราก็เคลื่อนไหวไปก่อน เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาของเราไป แล้วถ้าสิ่งใด เราระลึกถึงอย่างอื่นก่อน แล้วถ้าถึงที่สุดแล้วเราก็กลับมาภาวนาใหม่
นี่เขาบอกว่า อาการใหม่ที่เกิดขึ้นนะคะ มันเป็นกรรมของหนูที่เคยทำไว้ จิตที่มีสภาวะที่เหมือนร่างกายมันตึงมันแน่น แล้วผ่อนคลาย ผ่อนคลายทางหัวใจมันไม่มีเลย มันตึงเครียดไปหมด
เวลาไปเที่ยวชายทะเลนี่หายหมดเลย ไปสวนสนุกนี่เกลี้ยงเลย ไปตากแอร์ในศูนย์การค้า เออ! แก้วิธีนี้แหละ กระเป๋าฉีกเลย แก้วิธีนี้เลย นี่วิธีโลกไง
แต่ของเรานะ ทางจงกรมก็คือทางจงกรม ๕ วัน ๑๐ วันก็ทางจงกรมสายเดิมนั่นแหละ ถ้าหัวใจมันดีขึ้นนะ โอ้โฮ! มันเบาสบายเลย แต่ถ้าหัวใจมันหนักแน่นมันก็ทุกข์ยากของมัน แต่เราก็เดินจงกรมของเรา เราไม่ทิ้งของเรา นี่พูดถึงว่าถ้าคนที่มีอำนาจวาสนานะ เราฝึกหัด แก้ไข
เพราะนิมิตต่างๆ เรายังแก้ได้ แต่พอนิมิตต่างๆ เราแก้ได้ เพราะมันเท่าทัน มันก็อยู่กับผู้รู้ มันก็จบไง นี่ผู้รู้ตัวมันเอง อัดแน่นไปเลย ตึงเครียดไปหมดเลย
แต่ครูบาอาจารย์เรามากมายนะ เดินจงกรมเหมือนกับลอยเลย หลวงปู่เจี๊ยะนี่ประจำ เดินนี่ “เหาะ เหาะ” ท่านพูดให้ฟังไง มันเหมือนจะเหาะ แต่มันไม่เหาะ
เวลาจิตมันดีนะ ท่านบอกเดินไปๆ มันลอย มันเหมือนจะลอย เหมือนจะลอย มันเบา ร่างกายมันเบาเลย ท่านพูดบ่อย มันเหมือนจะเหาะ เวลาเดินไปบอกว่า “เหาะ เหาะ” คือว่าถึงปลายทางจงกรมอยากจะเหาะไปเลยไง มันไม่ไป นี่เวลาจิตมันดี เหมือนจะเหาะ เบาสบาย
แต่ของเรามันทุกข์ มันตึงเครียด มันกิเลส เราหาอุบายวิธีการที่จะผ่อนคลายไง ผ่อนคลายให้มันเปิดโอกาสให้เราได้ปฏิบัติบ้าง แล้วถ้าปฏิบัติ ถ้าสติปัญญาเรามา กิเลสมันกลัวนี่แหละ กลัวสติ กลัวปัญญา กลัวความเพียรของมนุษย์ที่จะชนะมันไง นี่ข้อที่ ๑.
๒. ขอให้หลวงพ่อช่วยแนะวิธีการด้วยค่ะ จะแก้อย่างไรดีคะ หนูพยายามสู้พุทโธ สู้ฟังธรรม พยายามเรียกสติกลับมา แต่มันก็ไม่มาเสียที มันเหมือนหลุมดำเลย
นี่เพราะจงใจ จริงใจหรือเปล่า มันถึงยิ่งก่อกวนใหญ่เลย เราทำทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง เราไม่หวังว่าจะได้ ไม่หวังจะเสีย เราทำบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ให้กิเลสมันมาแบ่งปัน
เวลาทำอะไรก็กิเลสมันมาแล้ว จะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนั้น กิเลสมันแบ่งไว้ครึ่งหนึ่ง กิเลสมันขุดหลุมพรางไว้เลยนะ ภาวนาจะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนั้น แล้วเป็นหรือไม่เป็น ถ้าเป็นก็เข้ากิเลส ไม่เป็นก็กิเลสมันแกล้ง มันกิเลสทั้งนั้นน่ะ
แต่ถ้าเราทำคุณงามความดีของเรา ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสมาธิได้หนหนึ่ง ได้สมาธิได้ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับภาวนามยปัญญาขึ้นมาหนหนึ่ง
เราทำหนหนึ่งๆ เราบูชา บูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อหัวใจของเรา บูชาพุทธะในหัวใจของเรา หัวใจของเราจะเป็นพุทธะ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามความเป็นจริง
แต่ที่มันทุกข์ๆ ชี้หน้ากิเลสเลย มึงแกล้งกูอีกแล้ว มึง มึง มึงเท่านั้นน่ะ ชี้หน้ากิเลสเลย
อย่าไปตีโพยตีพายพูดไปป้ายใครทั้งสิ้น ชี้หน้ากิเลสในใจเราเลย ชี้หน้ากิเลสเลย เอ็งน่ะครอบงำ แล้วทำให้ทุกข์ยากมาทุกภพทุกชาติ ทุกภพทุกชาติ แล้วก็สู้ไม่ได้ สู้ไม่ไหว ในปัจจุบันมีสติปัญญา จะสู้มันบ้าง จะสู้มันบ้าง ชี้หน้ามันเลย แล้วสู้กับมัน จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๒๔. เรื่อง “สงสัย”
กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูขอกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า หนูปฏิบัติมานาน แต่หนูรู้สึกว่าเหมือนหนูย้ำอยู่กับที่ แต่มีอยู่ ๒–๓ ครั้ง หนูนั่งสมาธิไม่น่าจะถึง ๑๐ นาที หนูได้ยินเสียงรอบข้าง แล้วจู่ๆ ก็ดิ่งวูบลงไปเลย ทั้งที่ยังได้ยินเสียงรอบข้าง แต่เมื่อมันดิ่งลงไปแล้ว มันรู้สึกว่าเหมือนมีความสงบเงียบมากและว่าง โดยที่ไม่รู้จะหาอะไร มันว่างจนบอกไม่ถูก แต่มันเหมือนมีความสุข แต่มันเหมือนมีความสุข สุขแบบแปลกๆ แล้วมันก็สงสัยว่าทำไมมันไม่มีอะไรเลย มันว่างไปหมด
หนูก็เลยกลับมาท่องพุทโธ แล้วมันก็บอกว่า ออกเถอะ แล้วมันก็ออกจากความรู้สึกที่ว่าว่างมาเลย
จึงสงสัยว่าหนูยังไม่ได้นั่งนานเท่าไร และหนูก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเกิดเป็นสมาธิอะไรเลย จนทุกวันนี้ก็ไม่เคยเป็นแบบนั้นอีก
ทุกวันนี้บางครั้งจะเดินหรือนั่งก็ไม่เคยมีความสงบเลย บางครั้งหนูสงสัยว่า ที่หนูปฏิบัติมาทั้งหมด ทำไมหนูจึงรู้สึกว่าเหมือนหนูย่ำอยู่กับที่และหัดใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่เคยมีความรู้อะไรเลย
หนูก็เลยคิดตามที่หลวงพ่อบอกว่า ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียว (ตัวหนูเองก็มีปัญหาเรื่องสังขารมาก) บางครั้งนั่งไม่ไหว ปวดหลังมากก็ทนเอา เดินแล้วก็ปวดหลังมาก ก็ทนเอา
หนูเลยคิดอธิษฐานจิตเอาว่า เอาความทรมานของสังขารนี่แหละปฏิบัติบูชาไปเลย ถ้าหนูทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ หนูจะทำถูกต้องไหม และทุกครั้งที่ทำเสร็จ หนูก็จะอุทิศให้เตี่ย ให้แม่ของหนู และเตี่ยกับแม่ของแฟนหนู แบบนี้จะมีบุญให้พวกท่านหรือเปล่าคะ
ตอบ : มี มีเยอะๆ ด้วย ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติบูชา
เวลาเขาทำบุญกุศลนั่นอามิสบูชา บูชาด้วยอามิส บูชาด้วยธูปเทียน อาหาร ปัจจัยเครื่องอาศัย นั่นน่ะเราทำบุญกุศลไง นั่นน่ะอามิสบูชา
บูชาในพระพุทธศาสนา เราอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณต่อเรา มันก็ต้องเป็นบุญกุศล เพราะเรามีการกระทำ แล้วได้บุญได้กุศล เราอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร ให้กับผู้มีพระคุณ
เราปฏิบัติบูชาๆ ปฏิบัติบูชา คำที่ว่า โยมทุกข์โยมทรมานมาขนาดไหน ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราถวายบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ทำไมเราจะอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณกับเรา
ได้ ได้ เหมือนกัน
แล้วที่ปฏิบัติบูชา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต มันยิ่งมีความสุขมากกว่า มันยิ่งเป็นบุญเป็นกุศล เป็นสัจจะเป็นความจริงของเราเลย
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเวลาคำถาม คำถามที่ว่าข้างต้น มันเหมือนคำถามคำถามแรกเลย คำถามแรกนะ เวลาเขาปฏิบัติของเขาแล้ว แล้วเขารำพึง เขาพิจารณาอสุภะอย่างไร มันรู้มันเห็นของมันไปโดยวาสนาของเขา โดยวาสนา นี่มีโชคลาภ
ของโยมก็เหมือนกัน นั่งภาวนามา ๕ ชั่วโมง ๑๐ ชั่วโมง เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์ยากมาทั้งนั้นน่ะ มีอยู่ ๒–๓ ครั้งที่หนูนั่งสมาธิไม่ถึง ๑๐ นาที เวลานั่งอยู่ หนูได้ยินเสียงรอบข้าง แล้วจู่ๆ มันก็ดิ่งวูบ
คำว่า “ดิ่งวูบๆ” เหมือนกับถ้ามันจะลงสมาธิไง มันก็วูบไปเลย แล้วกลัวเป็นกลัวตายทั้งสิ้น แต่นี่มันไม่ มันดิ่งวูบไปเลย แล้วมันว่างแปลกๆ
มันไม่ใช่ว่างแบบเราไง มันว่างแบบเรา มันมีเราน่ะ
การทำสัมมาสมาธิคือจิตสงบตัวลง จิตสงบตัวลง จิตมันเป็นอิสระ
จิตมันไม่สงบตัวลงเพราะมันมีกิเลสคอยคุ้ยคอยเขี่ยไง จะเป็นไอ้นั่น จะเป็นไอ้นี่ จะเป็นไอ้นู่น กิเลสมันคอยคุ้ยคอยเขี่ย กิเลสมันจะเรียกร้องสิทธิ์ไง
มันยึดครองหัวใจดวงนี้ แล้วหัวใจดวงนี้เป็นขี้ข้ามัน แล้วมันบอกมันเป็นเจ้านาย มันเก็บค่าเช่า เก็บค่าเช่า เก็บผลประโยชน์กับมันไง
เราก็ว่างๆ แบบนั้นน่ะ ว่างๆ แบบว่ามีนู่นมีนี่ มีนี่มีนั่นไง กิเลสมันจะแบ่งปันไง มันไม่เป็นอิสระไง
กิเลสมันแบ่งปันนะ มันก็เลยเป็นสมาธิแบบเรา ว่างๆ ว่างๆ นี่กิเลสมันเก็บค่าเช่า มันไม่สลบ มันชัดเจนของมันนะ แล้วมันจะเก็บผลประโยชน์ของมันไง ว่าง เก็บค่าเช่าครึ่งหนึ่ง
เวลาโยมนั่ง มีอยู่ ๒–๓ คราว หนูนั่งไม่ถึง ๑๐ นาทีเลย จู่ๆ มันดิ่งวูบไปเลย เสียงรอบข้างก็ได้ยินอยู่
นี่มันไม่สักแต่ว่าไง เสียงรอบข้างก็ได้ยินอยู่
แต่เมื่อมันดิ่งลงไปแล้วมันรู้สึกว่ามันมีความสงบ เงียบมาก และว่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหาอะไรว่ามันว่าง มันบอกไม่ถูก
เวลามันเป็นอิสระ มันเป็นอิสระอย่างนั้นน่ะ มันไม่มีกิเลสเก็บค่าเช่า มันไม่มีกิเลสมาแบ่งปันไง มันเป็นอิสระ มันเป็นอิสระชั่วคราว มันก็โดยสัญชาตญาณของมนุษย์เนาะ มันก็สงสัย เวลาสงสัยมันจะออก เวลาสงสัยมันจะดึงให้จิตออกเลย
ถ้าจิตมันลงไปแล้วนะ มันเป็นอิสระ เป็นหนึ่ง ไม่พาดพิงอะไรทั้งสิ้น
สงสัยคือกิเลสไง มันมาแบ่งแล้ว มันจะเก็บค่าเช่า มันจะเก็บ มันจะยึดครอง
ไอ้ที่เราทำสมาธิๆ ก็ตรงนั้นน่ะ สมาธิคือจิตเป็นอิสระนะ ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น นั่นเป็นสัมมาสมาธิ
ไอ้ว่างๆ ว่างๆ ไอ้กิเลสมันแบ่ง ๕๐–๕๐ มึงครึ่งหนึ่ง กูครึ่งหนึ่ง อ้าว! ก็เอ็งก็ว่างครึ่งหนึ่งไง เดินจงกรมเกือบตาย นั่งสมาธิเกือบตาย จะสงบๆ กูให้เอ็งครึ่งเดียว ว่างๆ ว่างๆ แต่ของกูครึ่งหนึ่งนะ เพราะยังรู้สึกอยู่ ยังมีตัวตนอยู่ ครึ่งหนึ่ง
แต่ถ้าเป็นสมาธินะ เห็นไหม แต่เมื่อดิ่งลงไปแล้วรู้สึกว่าเหมือนมันสงบเงียบมาก มันว่าง โดยที่ไม่รู้จะหาอะไรมาเทียบ บอกไม่ถูก
ก็มันเป็นตัวของมันเองไง มันเป็นอิสระไง มันไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้นเลย ไม่จ่ายค่าเช่า ตอนนี้โปรโมชันให้อยู่ฟรี เป็นสมาธิอยู่ฟรีช่วงหนึ่ง แต่สงสัยสมาธิ มาทันที เพราะสงสัยคือตัวมัน สงสัย พิสูจน์ ตรวจสอบ นั่นน่ะตัวมันทั้งนั้น แล้วพอมันมานะ คนละครึ่ง จ่ายมา จ่ายมาคนละครึ่ง มันก็เลยออกมา อันนี้ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงไง
เราจะบอกว่า หนูเวลากลับมาท่องพุทโธ เวลาท่องพุทโธ แล้วเวลาที่มันว่าง บอกมันว่าออกเถอะ ออกเถอะ
ถ้าเราไม่ออก เราไม่ออก ไม่ออกมันอยู่ที่เหตุ เวลาพุทโธไวๆ พุทโธไวๆ ๓–๔ ชั่วโมงมันจะเป็นสมาธิแค่ ๕ นาที ถ้าเราพุทโธ ๒๔ ชั่วโมงมันเป็นสมาธิสักครึ่งชั่วโมง ถ้าพิจารณาต่อเนื่อง พุทโธๆ จนพุทโธตลอดไป มันลงดิ่งเลย มันอยู่ที่เหตุ นี่ถ้าอยู่ที่เหตุ ถ้าโดยข้อเท็จจริงไง
แต่นี่ยังมีสติอยู่นะ เวลาเข้าไปอยู่ มันเงียบมาก มันว่าง มีความสุข แล้วมันบอกไม่ถูก มันแปลกมาก เวลาถึงที่สุดแล้ว ออกเถอะ
ออกเถอะก็ออกจากฐานตรงนั้นออกมา ออกมาก็เป็นข้อเท็จจริงของโลกไง เป็นข้อเท็จจริงของมนุษย์ไง มีกายกับใจนี้ไง มีสมมุติบัญญัติไง นี่ข้อเท็จจริง
ฉะนั้น เวลาที่ว่าเดินจงกรม นั่งสมาธิเกือบเป็นเกือบตาย มันมีกิเลสมันเข้ามาพัวพัน แต่ถึงเวลาแล้วเราวาง เราปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีสติ แล้วมีคำบริกรรม มีอานาปานสติ แล้วถ้าจะลงอย่างไร มันลงไปว่างๆ นั่นล่ะมันมีความสุขไหม มันแปลก มันมหัศจรรย์ นั่นน่ะความสุข แล้วเวลามันออกมาแล้วมันมีกำลังไง คือถ้ามันออกมาแล้วเราจะคิด เราจะพิจารณาอะไร มันเข้าใจ เพราะมันมีฐานไง
ศีล สมาธิ ปัญญา
ถ้ามันมีสมาธิ ปัญญามันจะตัดสินได้ชัดๆ เลย
แต่ถ้าไม่มีสมาธินะ เป็นสมาธิ ถ้ากิเลสมาบวกด้วย ๕๐ เก็บค่าเช่าครึ่งหนึ่ง แล้วถ้าเป็นปัญญา เหมือนกัน ปัญญาก็งงๆ นะ สงสัยของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ
แต่ถ้ามันเป็นธรรมๆ เป็นธรรมเพราะมันมีกำลังของมัน แล้วมันมีกำลังแล้วมันส่งเสริมให้ปัญญานั้นแก้วกล้าอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว พอสมาธิมันเสื่อมลงเบาลง ก็ความคิดเดิมนี่ไง ความคิดแบบนี้ไง
แต่หนูมีโรคประจำตัว หนูมีความทุกข์ความยาก
เวลาปฏิบัตินะ ก็ปฏิบัติคิดว่าเอาความทุกข์ความยาก เอาอันนี้บูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย มันมีความเจ็บความปวดต่างๆ ความเจ็บความปวด ถ้าเราพิจารณาได้ มันปล่อยได้ มันวางได้ ความเจ็บความปวด เวทนา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ถ้าร่างกายมันแข็งแรงนะ ประพฤติปฏิบัติไปจนโรคภัยไข้เจ็บหายหมดเลย
ปฏิบัติๆ โรคภัยไข้เจ็บหายได้ หายด้วยธรรมโอสถ
แต่เวลาถ้าเป็นวิปัสสนา มันรู้แจ้งในกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันแทงทะลุกิเลสไป อันนั้นมันเป็นมรรค
แต่อันที่ว่าอันที่ธรรมโอสถทำให้ความเจ็บไข้ได้ป่วยหาย มีครูบาอาจารย์ที่เจ็บไข้ได้ป่วย หายจากโรคภัยไข้เจ็บนี้มากมาย
นี่ก็เหมือนกัน เราปฏิบัติๆ โรคภัยไข้เจ็บมันเบาบางลงหรือไม่ ถ้ามันปฏิบัติแล้ว ถ้าโรคภัยไข้เจ็บ มันมีโรคภัยไข้เจ็บ เราก็ไปหาหมอ มียาประทังของเราไป ถ้าหมอรักษาเรื่องสุขภาพกาย เรารักษาด้วยสุขภาพจิต
แล้วถ้าสุขภาพจิตถ้ามันมีกำลังของมัน ทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกายกลับมาเป็นปกติ หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้
ถ้าเราบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ อย่าปฏิบัติด้วยความกดดัน อย่าปฏิบัติด้วยความปรารถนา ความอยากได้
เราปฏิบัติโดยธรรมๆ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มันจะได้สติ ได้สมาธิ ได้ปัญญา เพราะมันสมควรแก่ธรรม คือมันเป็นข้อเท็จจริง เป็นเหตุเป็นผล
แต่ถ้าเรามีอารมณ์ความรู้สึก อารมณ์ๆ มันคาดหมายคาดการณ์ แล้วปรารถนาอยากได้ให้เป็นอย่างนั้นๆ ไง เราไม่ต้องการสิ่งที่
หลวงตาพระมหาบัวท่านใช้คำว่า “สมุทัยเจือปนเข้ามา”
สมุทัยเจือปน สมุทัยคือตัณหาไง สมุทัยคือกิเลสไง มันเจือปนเข้ามา ๕๐–๕๐ เก็บค่าเช่า
เราพยายามฝึกหัดจนมีความชำนาญ เพราะเรามีกิเลสโดยข้อเท็จจริง แล้วเราพยายามจะประพฤติปฏิบัติ ทำสัมมาสมาธิให้กิเลสสงบตัวลง ถ้ากิเลสสงบตัวลงเป็นสัมมาสมาธิ มีกำลังแล้ว ถ้าเราฝึกหัดใช้ปัญญา ภาวนามยปัญญา จะเข้ามาฟาดมาฟัน มันชำระล้างให้เกิดเป็นมรรคเป็นผลในหัวใจของเรา
ขอให้เรามีขันติ มีความอดทน แล้วพยายามฝึกหัดประพฤติปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ร่างกาย ถ้ามันเจ็บไข้ได้ป่วย ไปหาหมอนะ เราต้องหาหมอ หมอเขาให้ยา ถ้าเป็นยาแผนปัจจุบัน เป็นยาสมุนไพร สิ่งใดก็แล้วแต่รักษาร่างกายนี้ มันเสื่อมชราคร่ำคร่าโดยธรรมชาติของมัน
โรคหิวเป็นโรคประจำธาตุขันธ์ เรายังต้องกินอาหารทุกวันๆๆ ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยเราก็รักษามัน แล้วเราก็พยายามฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
ถ้ามีธรรมโอสถ รักษาทั้งกายและใจ
หัวใจเป็นได้หลากหลายนัก เป็นได้ทุกๆ อย่าง เป็นคนดีก็ได้ เป็นคนที่มีคุณธรรมก็ได้ เป็นคนที่ประพฤติปฏิบัติก็ได้ แต่ไม่เป็นคนไม่เอาไหน ไม่เป็นคนที่ไม่ปฏิบัติ ไม่เป็นคนที่ว่าปฏิบัติแล้วม้วนเสื่อ ไม่เอาอย่างนั้น เอวัง